บริการทางรังสีวิทยาของโรงพยาบาลรวมชัยประชารักษ์

 

  • เอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบ Multislices CT

    เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามารถให้รายละเอียดของภาพเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่มีขนาดใหญ่และมีความหนามาก

    (เช่น ปอด ตับ) อวัยวะที่ห้อมล้อมด้วยกระดูก (เช่น สมอง) และอวัยวะที่อยู่ลึก (เช่น อวัยวะต่างๆในช่องท้อง

    เช่น มดลูก รังไข่ ตับอ่อน ไต และกระเพาะอาหาร) ได้ดีกว่าการเอกซเรย์ธรรมดามาก ดังนั้นเมื่อเป็นการวินิจฉัย

    โรคของเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่มีลักษณะ ดังกล่าวอย่างละเอียด แพทย์จึงมักจำเป็นต้องให้การตรวจวินิจฉัย

    ภาพเนื้อเยื่อ/อวัยวะเหล่านั้นด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

     

     

    เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ชนิด Multislices CT ออกแบบครั้งแรกในปีพ.ศ. 2536 ปัจจุบันมีการผลิตออกมา

    ในหลายรูปแบบตามจำนวนตัวรับภาพ โดยเรียกเป็น 4, 8, 16, 32, 40 และ 64 slices ซึ่งทำให้ความเร็ว

    ในการสแกนเพิ่มขึ้นอย่างมาก คือ ราว 3 วินาทีต่อการสแกน 1 รอบ ซึ่งจะได้ภาพตามจำนวนของ slice และ

    ได้ภาพละเอียดสูงถึง 0.35 มม. ทำให้เหมาะสมยิ่งขึ้นในการตรวจภาพของหลอดเลือด ภาพ 3 มิติ

    ในส่วนของโรงพยาบาลรวมชัยประชารักษ์เลือกใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบ 16 Slices ซึ่งถือ

    ว่าเหมาะสมและปลอดภัยกับกลุ่มผู้รับบริการ

     

     

     

  • เอกซเรย์ทั่วไปด้วยระบบ PACS

     

     

    ระบบ PACS (Picture Archiving and Communication System)

    ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์มีความเจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น หลายสิ่งหลายอย่าง สามารถนำมา

    พัฒนา และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่แพทย์และผู้ป่วยได้มากขึ้น

    โรงพยาบาลรวมชัยประชารักษ์ ได้นำระบบที่ใช้งานด้านการเก็บรูปภาพทางการแพทย์ หรือภาพถ่ายทางรังสี

    โดยมีการรับ-ส่งข้อมูลภาพในรูปแบบดิจิตอล หรือที่เรียกว่า

    ระบบ PACS (Picture Archiving and Communication System) มาใช้ในการจัดการรับส่งข้อมูลผ่านทาง

    ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยการส่งภาพข้อมูลตามมาตรฐาน DICOM ซึ่งนับว่าเป็นการพัฒนาระบบโดย

    ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก

     

    PACS คืออะไร

    PACS ย่อมาจากคำว่า (Picture Archiving and Communication System) คือระบบที่ใช้ในการจัดเก็บ

    รูปภาพทางการแพทย์ (Medical Images) หรือภาพถ่ายทางรังสี โดยมีการรับส่งข้อมูลภาพใน

    รูปแบบดิจิตอล PACS ใช้การจัดการรับส่งข้อมูล ผ่านทางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยการส่งภาพข้อมูล

    ตามมาตรฐาน DICOM

     

    ทำไมถึงต้องใช้ PACS

    ในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทในทางการแพทย์เป็นอย่างมาก

    ระบบ PACS ก็เป็นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางการแพทย์อย่างหนึ่งที่พัฒนามาเพื่อใช้กับแผนกรังสีโดยตรง

    เนื่องจากภาพถ่ายทางรังสีมีความจำเป็นในการช่วยวิเคราะห์โรค และรักษาผู้ป่วย ระบบ PACS จะช่วยให้แพทย์

    ได้รับภาพถ่ายทางรังสีและผลวิเคราะห์จากรังสีแพทย์อย่างรวดเร็ว ทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคและให้การรักษาผู้ป่วย

    ได้เร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยหนัก นอกจากนี้ปัญหาการจัดเก็บและค้นหาฟิล์มเอกซเรย์ ก็ทำให้เกิดความล่าช้า

    ของการรายงานผลเอกซเรย์ได้ บางครั้งเราอาจจะพบว่ามีการสูญหายของฟิล์มเอกซเรย์ ซึ่งมีความจำเป็นในการ

    ใช้เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของโรค ระบบ PACS มีการจัดเก็บข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์ซึ่งมีระบบเก็บ

    ข้อมูลสำรอง จึงช่วยแก้ปัญหานี้ได้

     

    ผู้รับบริการจะได้อะไรจาก PACS ...ข้อดีของระบบ PACS มีหลายด้านดังนี้

  • ลดเวลาในการตรวจ และรอคอยผลการเอกซเรย์ เนื่องจากการล้างฟิล์ม และการค้นหา ฟิล์มเก่า

  • ได้รับการวินิจฉัยโรค และได้รับการรักษาพยาบาลที่เร็วขึ้น

  • เนื่องจากสามารถเรียกข้อมูลเก่าที่เก็บไว้ในระบบได้ตลอดเวลา ทำให้แพทย์สามารถเปรียบเทียบการ

    เปลี่ยนแปลงของโรคได้ตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยให้การวินิจฉัยแม่นยำยิ่งขึ้น และช่วยในการวางแผนการรักษา

    ได้อย่างต่อเนื่อง

  • ลดปริมาณรังสีที่ผู้ป่วย จะได้รับเนื่องจากการถ่ายฟิล์มซ้ำที่เกิดจากการตั้งค่าเทคนิคไม่เหมาะสมกับผู้ป่วย

     

    ถ้าผู้รับบริการต้องการฟิล์มเอกซเรย์จะทำอย่างไร

    บางครั้งเราจะพบว่า มีผู้ป่วยต้องการฟิล์มเอกซเรย์ไปใช้ในการรักษาต่อยังสถานพยาบาลอื่น ซึ่งต้อง

    ใช้ฟิล์มในการรักษาต่อเนื่อง ในระบบ PACS สามารถที่จะทำการพิมพ์ภาพถ่ายทางรังสีออกมาได้

    โดยใช้เครื่อง Dry Thermal Imager ซึ่งต่อเชื่อมโยงกับระบบ PACS ที่ใช้สำหรับพิมพ์ภาพถ่ายทาง

    เอกซเรย์พิเศษได้ นอกจากนี้ผู้ป่วยยังสามารถขอรับภาพถ่ายทางรังสีในรูปแบบของแผ่น CD แทนแผ่นฟิล์ม

    เพื่อนำไปทำการรักษาต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องถือฟิล์มจำนวนมากอีกต่อไป (ในกรณีที่สถานพยาบาลที่จะใช้

    ข้อมูลภาพเหล่านี้มีระบบคอมพิวเตอร์ที่รองรับได้)

     

  • เอกซเรย์เต้านม (Mammogram)

     

     

    การตรวจแมมโมแกรม

    การตรวจแมมโมแกรม เป็นการตรวจทางรังสี ชนิดหนึ่ง คล้ายกับการเอกซเรย์ แต่เครื่องตรวจแมมโมแกรม

    จะเป็นเครื่องเฉพาะ ที่ใช้ปริมาณรังสีน้อยกว่าเครื่องเอกซเรย์ทั่วไป แต่มีความสามารถในการตรวจที่ละเอียด

    กว่ามาก ในการตรวจแมมโมแกรม โดยทั่วไป จะฉายรูปเต้านมด้านละ 2 รูป โดยการบีบเนื้อนมเข้าหากัน และ

    ถ่ายรูปจากด้านบน และ ด้านข้างอย่างละหนึ่งรูป รวมการตรวจแมมโมแกรมในระบบมาตรฐาน 4 รูป ในกรณีที่พบ

    จุดสงสัย อาจมีการถ่ายรูปเพิ่มหรือ ขยายรูป เพื่อให้เกิดความชัดเจน

    สิ่งที่แมมโมแกรม สามารถตรวจพบ และดีกว่าการตรวจวิธีอื่น ก็คือ สามารถเห็นจุดหินปูนในเต้านม

    ซึ่งในบางครั้งมะเร็งเต้านม อาจมีขนาดเล็กมาก คลำก็ไม่พบ ตรวจอัลตร้าซาวด์ก็ไม่พบ สามารถตรวจพบได้เฉพาะ

    ในการตรวจแมมโมแกรมเท่านั้น ดังนั้น แมมโมแกรม จึงมีประโยชน์ในการตรวจหามะเร็งเต้านมขนาดเล็ก

     

  • อัลตร้าซาวน์(Utrasound)

    คือ การนำคลื่นเสียงความถี่สูงมาใช้ประโยชน์ในการตรวจอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย

     

     

    ข้อบ่งชี้ในการตรวจ

    - ดูความผิดปกติทั่วๆ ไป เช่น นิ่วในไต, นิ่วในถุงน้ำดี, ก่อนเนื้อในตับ เป็นต้น

    - เพื่อยืนยันกับการตรวจอื่นๆ ว่าพบก้อนเนื้อ

    - ก้อนเนื้อที่พบเป็นก้อนเนื้อประเภทใด เป็นส่วนของอวัยวะใด หรือติดต่อกับอวัยวะใดบ้าง

    - ติดตามดูความเปลี่ยนแปลงของรอยโรค

    - เพื่อช่วยในการเจาะอวัยวะที่สงสัย เพื่อการวินิจฉัยและการรักษา

    - เพื่อดูเพศ, ความผิดปกติ, ขนาดของทารกในครรภ์

    - ดูความผิดปกติของเส้นเลือดดำ, เส้นเลือดแดง ว่ามีการอุดตัน, โป่ง หรือขอด เป็นต้น

    - ดูกล้ามเนื้อ ดูเอ็น

     

    ข้อจำกัดของการอัลตร้าซาวด์

    - อัลตราซาวด์ไม่สามารถใช้ตรวจอวัยวะส่วนที่มีลมได้ เช่น ปอด กระเพาะอาหาร เป็นต้น ทั้งนี้เพราะอากาศ

    จะไม่สะท้อนคลื่นสัญญาณกลับ ทำให้ไม่สามารถรับสัญญาณมาสร้างภาพได้

    - อัลตราซาวด์ไม่สามารถใช้ตรวจอวัยวะที่เป็นกระดูก หรือถูกกระดูกบังได้ เพราะกระดูกจะสะท้อนคลื่น

    กลับหมด ไม่สามารถทะลุทะลวงลงไปยังอวัยวะต่างๆ ได้

     

    การตรวจร่างกายด้วยอัลตร้าซาวด์ มีดังนี้

    1. การตรวจอวัยวะในช่องท้องส่วนบน (Ultrasound Upper Abdomen)

    เป็นการตรวจดูอวัยวะช่องท้องส่วนบน ได้แก่ ตับ, ตับอ่อน, ม้าม, ถุงน้ำดี, ท่อน้ำดี, ไต และช่องท้องทั่วๆ

    ไปตลอดจนเส้นเลือดต่างๆ ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ เช่น ก้อนที่ผิดปกติ หรือถุงน้ำดี นิ่วที่ไตหรือถุงน้ำดี เป็นต้น

    การตรวจนี้ผู้ป่วยต้องงดอาหาร และเครื่องดื่มที่มีไขมันทุกชนิดประมาณ 4-6 ชั่วโมง ก่อนตรวจ (สามารถดื่ม

    น้ำเปล่าได้) เพราะถ้ารับประทานอาหาร ถุงน้ำดีจะหดตัว ทำให้เห็นถุงน้ำดีไม่ชัดเจน

     

    2. การตรวจอวัยวะในช่องท้องส่วนล่าง (Ultrasound Lower Abdomen)

    เป็นการตรวจดูอวัยวะของช่องท้องด้านล่าง ได้แก่ มดลูก, รังไข่ (ในหญิง), ต่อมลูกหมาก (ในชาย),

    กระเพาะปัสสาวะ, ไส้ติ่ง, และบริเวณช่องท้องส่วนล่างอื่นๆ ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ เช่น ถุงน้ำในรังไข่,

    ก้อนเนื้อในมดลูก, ไส้ติ่งอักเสบ เป็นต้นสำหรับการตรวจนี้ผู้ป่วยควรกลั้นปัสสาวะไว้ก่อนตรวจประมาณ 1 ชั่วโมง

    เพื่อให้มีน้ำปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะซึ้งจะทำให้เห็นอวัยวะรอบๆกระเพาะปัสสาวะได้ชัดเจน

     

    3. การตรวจระบบทางเดินปัสสาวะ (Ultrasound KUB system)

    เป็นการตรวจดูระบบปัสสาวะ อันประกอบด้วยอวัยวะที่สำคัญ ได้แก่ ไต ท่อไต และกระเพาะปัสสาวะ

    ในผู้ป่วยที่มีอาการของไตวาย สงสัยมีก้อนที่ไตจากการคลำ หรือจากการตรวจ IVP สงสัยมีนิ่วที่ไต หรือ

    ทางเดินปัสสาวะ สงสัยมีการฉีกขาดเนื่องจากได้รับอุบัติเหตุ ความดันโลหิตสูง ซึ่งเกิดจากการตีบตันของ

    หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไต ดูไตที่ได้รับการปลูกถ่าย ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะลำบาก กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

    การตรวจต้องตรวจขณะที่ปวดปัสสาวะมากพอสมควร เพื่อจะได้เห็นกระเพาะปัสสาวะอย่างชัดเจน

     

    4. การตรวจเต้านม (Ultrasound Breasts)

    เป็นการตรวจดูพยาธิสภาพของเต้านม เพื่อช่วยในการวิเคราะห์ก้อนที่ตรวจพบใน Mammogram

    หรือก้อนที่คลำได้ เพื่อแยกว่าเป็นก้อนเนื้อหรือถุงน้ำดี

     

    5. การตรวจต่อมธัยรอยด์ (Ultrasound of thyroid)

    เป็นการตรวจเพื่อดูว่าก้อนในต่อมธัยรอยด์และในบริเวณใกล้เคียงที่คลำได้เป็นก้อนเนื้อ หรือถุงน้ำดี

     

    6. การตรวจทารกในครรภ์ (Obstretics)

    เพื่อตรวจดูขนาดและอายุครรภ์ เพศ ความผิดปกติของอวัยวะสำคัญใหญ่ๆ ของทารกในครรภ์ ปริมาณน้ำคร่ำ

    ตำแหน่งของรก เป็นต้น